นี่เป็นนิยายที่ได้รับต่อมาอีกทีค่ะ 

 

******************

 

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในประเทศแห่งหนึ่งที่เหนือกาลเวลา ที่ซึ่งความรู้สึกอยู่เหนือเหตุผล คำพูดมีน้ำหนักกว่าความจริง

เกรียงชัยอยู่เวรประจำห้องฉุกเฉินคืนนี้ วันนี้เขาได้รับโทรศัพท์จากพยาบาลรายงานเคสผู้ป่วยมาด้วยอาการผื่นคันตามตัว หน้าบวมเล็กน้อย มีประวัติเคยแพ้ยาเพนนิซิลินมาก่อน
หลังจากรับโทรศัพท์ แพทย์หนุ่มก็เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวแล้วเดินไปที่ห้องฉุกเฉินทันที

"ป้าเป็นอะไรมาครับ"เกรียงชัยถาม

"ไม่รู้เหมือนกัน จู่ๆก็มีผื่นขึ้นตามตัวแล้วก็คันๆ" ผุ้ป่วยตอบพลางเกาตามแขน

เกรียงชัยตรวจดูตามลำตัวและใบหน้า ที่ใบหน้าและตามแขนขา มีผื่นสีแดงขึ้นเป็นวงนูนขนาด4-5ซม. ที่ตาเริ่มมีลักษณะแดงๆกระจกตาปกติ ปากก็ดูแดงเล็กน้อยแต่ไม่มีลักษณะลอกแต่อย่างใด
ฟังปอดก็ปกติ กดท้อง ทุบที่ชายโครงก็เจ็บเล็กน้อย แต่ป้าก็บอกว่าปวดหลังมาหลายวันแล้ว

"เมื่อก่อนป้าเคยแพ้ยา อาการเป็นยังไงครับ" แพทย์ถาม

ป้าทำหน้านึกสักครู่ก่อนที่จะตอบ "ตอนนั้นป้ามีไข้อยู่วันนึง ก็เลยไปซื้อยาจากร้านขายยามากิน หลังจากนั้นก็มีผื่นขึ้นคล้ายๆแบบวันนี้แหละ แต่ตอนนั้นขึ้นแค่ที่ปากกับหน้า ไม่มีขึ้นที่แขนขากับตัวแบบวันนี้"

เกรียงชัยจึงให้พยาบาลเจาะเลือด ตรวจปัสสาวะและวัดไข้
ผลที่ออกมา อุณหภูมิร่างกาย 36.9องศาเซลเซียส
ปัสสาวะ เม็ดเลือดขาว 5-10ตัว เม็ดเลือดแดง 3-5ตัว เซลล์เยื่อบุ 2-3ตัว
ผลเลือด เม็ดเลือดขาว 10000ตัว ชนิดNeutrophil 40% เลือด 40% เกร็ดเลือด 180,000ตัว

"ในสามสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ป้าได้ไปกินยาอะไรมาหรือเปล่าครับ" เกรียงชัยถาม "ไม่ว่าจะยาแผนปัจจุบันและยาแผนโบราณนะครับ"

ป้านึกอีกครั้ง "ไม่นะหมอ ป้าไม่ได้กินยาอะไรเลย ... ป้ากินยาครั้งสุดท้ายก็เมื่อปีที่แล้วเป็นยาพาราฯ ... หลังจากนั้นมาป้าไม่ได้กินยาอะไรอีกเลย" ป้านึกอีกนิดนึง " ยาบำรุงหรืออาหารเสริมป้าก็ไม่ได้กิน"

"แล้วช่วงนี้มีไม่สบายอะไรหรือเปล่าครับ" เกรียงชัยถาม เพราะรู้ว่าการเกิดปฏิกริยาแพ้รุนแรงนั้น มากถึง1ใน3 เกิดจากการติดเชื้อ ไม่ได้เกิดจากการให้ยาเพียงอย่างเดียวอย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดกัน

"ป้ามีไม่สบายมีไข้ครั้งสุดท้ายก็ต้นปีก่อนแหละหมอ ตอนที่กินพารานั่นแหละ ป้าไม่ได้ป่วยได้ไข้ไม่มีผื่นอะไรแบบนี้มาเกือบสองปีแล้ว" ป้าตอบอย่างมั่นใจ

เกรียงชัยครุ่นคิดอย่างหนักใจ สิ่งที่เขาต้องระวังมากในตอนนี้คือ ป้าเป็นอะไรกันแน่ เพราะการรักษานั้นไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามกันเลย

1. ป้าเป็นโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ... เพราะมีการตรวจพบเม็ดเลือดขาวในปัสสาวะ และป้าก็ไม่มีประวัติการกินยาหรือเรื่องเสี่ยงต่อการเกิดการแพ้
แต่ข้อที่ต้องระวังคือ การแพ้ ก็ทำให้เกิดเม็ดเลือดในปัสสาวะได้เหมือนกัน และในป้าก็ไม่มีไข้และการตรวจเลือดก็ปกติ

2. ป้าเกิดอาการแพ้ ... เพราะตรวจร่างกายเหมือนแพ้
แต่ที่ต้องระวังคือ ป้าไม่มีประวัติใดที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแพ้เลย

ถ้าเป็นแต่ก่อนนี้ เกรียงชัยจะไม่หนักใจเลย เพราะว่าสามารถเฝ้าดูอาการได้ หากมีอาการหลังจากนอนรพ.ชี้นำไปในทิศใด ภายใน6-12ชม. ก็สามารถเริ่มการรักษาได้ แต่ภายหลังจากคดีสะเทือนขวัญคดีนึง มีแพทย์ได้มาบอกว่า ถ้าแพ้จะต้องให้ยาdexamethasoneทันที...เป็นการฉีกหน้าตำราการแพทย์ทั้งปวง
เพราะพูดนั้นพูดง่ายว่าแพ้แล้วต้องให้ ... แต่การจะแยกว่าแพ้จริงหรือเปล่านั้นทำได้ยากมาก... อีกทั้งหลักฐานทางการแพทย์จนถึงปัจจุบันก็ชี้ว่า การให้dexamethasoneควรให้เมื่อแน่ใจ ไม่ใช่ให้กราดไปก่อน... การให้กราดมีแต่จะทำให้อันตราย ...
แต่ตอนนี้กระแสสังคมกลับทิศกับความจริงทางวิทยาศาสตร์ไปแล้ว ซึ่งแพทย์ส่วนใหญ่ก็ต้องยอมรับ

ถ้ารักษาการติดเชื้อ ไม่ได้รักษาแพ้ แล้วเป็นอาการแพ้ ... ผลที่ได้ อาจจะเกิดการแพ้อย่างหนักได้

ถ้ารักษาการแพ้ ไม่ได้รักษาการติดเชื้อ แล้วเป็นการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ... ผลที่ได้ อาจจะติดเชื้อรุนแรงได้

ถ้ารักษาทั้งสองอย่างควบคู่กันไป ก็ยังอันตรายอยู่ดี เพราะจะประเมินอะไรไม่ได้เลย บอกไม่ได้ว่าแพ้หรือไม่ และก็ไม่แน่ชัดว่าติดเชื้อหรือไม่

............
........
....
.

หลังจากตรึกตรองอยู่พักหนึ่ง เกรียงชัยจึงให้รักษาแบบเรื่องแพ้ เนื่องจากเหตุผลที่ว่า ป้าเคยแพ้มาก่อน สิ่งที่ตรวจพบ ไม่มีอะไรที่ชี้ชัดเลยว่าติดเชื้อ... ส่วนของปัสสาวะนั้นถึงจะผิดปกติและเกิดจากการมีเชื้อ ก็อาจจะเป็นการมีเชื้อโดยที่ไม่ได้ก่อโรคเพราะว่าไม่ได้มีไข้และตรวจเลือดก็ ปกติ
เกรียงชัยจึงให้ฉีดยาDexamethasoneทุก6ชั่วโมง และให้สังเกตอาการ

***ผ่านไป8ชั่วโมง***

หลังจากฉีดยาครั้งที่สองไปได้พักใหญ่ๆ จู่ๆป้าก็มีอาการหนาวสั่นสะท้าน แล้วก็เป็นลม วัดความดันโลหิตไม่ได้
แม้แพทย์จะพยายามรักษาอย่างเต็มที่ก็ไม่เป็นผล ป้าเสียชีวิตคาเตียงรพ.
เกรียงศักดิ์ส่งศพชันสูตรท่ามกลางการคัดค้านของญาติๆที่ต้องการให้จ่ายเงินช ดเชยและไม่ต้องการให้ส่งผ่าพิสูจน์เพราะเชื่อว่าแพทย์ผิดแน่นอน ...

ผลออกมา ป้าเสียชีวิตจากกรวยไตอักเสบและติดเชื้อในกระแสเลือดรุนแรง

วันรุ่งขึ้น รายการทีวีช่องหนึ่ง มีแพทย์มาแสดงความเห็น

"รายนี้เห็นได้ชัดครับว่าแพทย์ผิดพลาด เพราะเราก็เห็นๆอยู่ว่าปัสสาวะผิดปกติตั้งแต่แรก อีกทั้งผู้ป่วยอายุมาก การที่เม็ดเลือดขาวจะปกติและไม่มีไข้ก็เป็นเรื่องธรรมดา" แพทย์คนนั้นกล่าว "การให้ยาDexamethasoneจึงถือเป็นความผิดอย่างร้ายแรงที่แก้ตัวไม่ได้ ไปสู้ศาลไหนก็ผิดครับ"

เกรียงชัยเสียใจมาก เพราะเรื่องพวกนี้แพทย์ที่ทำงานจริงๆก็รู้ว่าไม่มีอะไร100%ในการตรวจรักษา การรักษานั้นก็ทำอย่างระมัดระวัง ที่สำคัญ การให้dexaไปแค่6ชั่วโมง ยายังไม่ทันออกฤทธิ์ที่จะไปกดภูมิคุ้มกันอย่างที่หมอคนนั้นกล่าวอ้าง
เกรียงชัยจึงเสียใจ เพราะถ้าโดนว่าโดยแพทย์ที่ทำงานจริงเขาจะไม่คิดอะไรมากเลย แต่นี่โดนกล่าวหาจากแพทย์ที่ไม่ได้รักษาคนไข้และกล่าวหาหลุดจากความจริง

..ฉับพลันนั้นเอง นางฟ้าก็มาปรากฎกาย

"เราเห็นแก่เจ้าที่ทำดีมาตลอด จะให้พรเจ้าย้อนเวลาไปแก้ไขเหตุการณ์ได้ เจ้าจะกลับไปแก้อะไรล่ะ" นางฟ้ากล่าว

"ผมขอกลับไปให้ยาปฏิชีวนะครับ จะไม่ให้dexaแล้ว" เกรียงชัยร้องอย่างดีใจ สายตาเปี่ยมด้วยความหวัง พลันแสงสว่างก็เจิดจ้าไปทั่วห้องของแพทย์หนุ่ม
เกรียงชัยลืมตามาอีกครั้ง ป้าคนนั้นนอนอยู่ตรงหน้า ในมือเกรียงชัยมีใบคำสั่งการรักษาที่ยังไม่ได้เขียนอยู่

แพทย์ผู้ได้รับโอกาสครั้งที่สองในชีวิตรีบเขียนสั่งการรักษาให้ยาปฏิชีวนะ ให้ยาแก้แพ้แบบฉีดCPM และไม่ลืมที่จะเก็บปัสสาวะส่งเพาะเชื้อและเฝ้าระวังอาการแพ้ที่อาจจะเกิดขึ้น ... หลังจากเขียนดักไว้ทุกทางแล้วเกรียงชัยก็ลองนึกว่าตนเองหลุดอะไรอีกหรือไม่ ... เมื่อไม่มีอะไรเพิ่มเติม เขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก

***ผ่านไป8ชั่วโมง***

พยาบาลรายงานว่าจู่ๆใบหน้าคนไข้ก็ขึ้นผื่นเต็มไปหมด การอักเสบลุกลามไปทั่ว ตอนนี้มองอย่างไรก็เหมือนอาการแพ้ที่เรียกว่า "สตีเวนจอห์นสัน"
เกรียงชัยรีบสั่งการรักษาแบบอาการแพ้ ตรวจและบันทึกสภาพดวงตาที่ยังปกติ ตรวจดูปากที่ลอกไปทั่วแต่ยังไม่บวม ... เมื่อควบคุมทุกอย่างได้ก็ส่งไปรพ.จังหวัดในทันที

หลังจากนั้นเกรียงชัยก็ได้ข่าวว่าผู้ป่วยรายนี้มีการอักเสบจนตาบอด จากนั้นก็เกิดการติดเชื้อแทรกซ้อนทางผิวหนังจนกระทั่งเสียชีวิต

วันรุ่งขึ้น รายการทีวีช่องหนึ่ง มีแพทย์มาแสดงความเห็น

"รายนี้เห็นได้ชัดครับว่าแพทย์ผิดพลาด เพราะว่ารายนี้แค่มีปัสสาวะผิดปกติอย่างเดียวโดยที่ไม่มีไข้หรือผลเลือดปกติ แถมมีการแพ้ในอดีต เราก็ต้องนึกถึงเรื่องการแพ้ซ้ำอีก" แพทย์คนนั้นบอก "การให้ยาปฏิชีวนะหรือให้แค่ยาแก้แพ้โดยไม่ให้ยาdexamethasoneจึงเป็นข้อผิดพลาดร้ายแรงมากอย่า งไม่น่าให้อภัย ไปสู้ศาลไหนก็แพ้หมดตูด"

ระหว่างที่เกรียงชัยนั่งหมดอาลัยตายอยากนั้นเอง นางฟ้าก็มาปรากฎกายอีกครั้ง

"สวัสดีจ๊ะ คุณหมอ...." นางฟ้าทักทาย "เห็นแก่ความดีที่เจ้าสั่งสมมาในอดีต เราจะให้โอกาสเจ้าขอพรครั้งสุดท้าย .... เจ้าจะขอแก้ไขอดีตอย่างไรดีจ๊ะ"

เกรียงชัยคิดอย่างเคร่งเครียด จากนั้นก็กล่าวคำขอขึ้น......
แล้วแสงสว่างก็บังเกิดขึ้นทั่วทั้งห้อง

............
........
....
.

"สวัสดีค่ะคุณหมอ" หญิงสาวทักทายเกรียงชัย "จะมาดูเรื่องสิวค่ะ"

แพทย์หนุ่มเพ่งพิศก่อนจะบอกแก่หญิงสาว "เป็นสิวน่ะครับ เดี๋ยวผมจัดยาให้นะครับ"

ว่าแล้วก็บันทึกลงไปในสมุดจด ผู้ป่วยเป็นสิวชนิด 1A ใช้ยาชุด#12 และเข้าทรีทเมนท์แบบ#2

............................ขณะบันทึก เกรียงชัยก็นั่งคิดว่าตนเองมาถูกทางไหม ที่เลือกว่าเมื่อเรียนจบก็จ่ายเงินไปเลยโดยไม่ทำงานชดใช้ทุนสามปี......... แต่ อย่าคิดมากน่า มาถูกทางแล้ว เชื่อเถอะ

และแล้ว นายแพทย์ก็ใช้ชีวิตต่อไปอย่างมีความสุขตลอดไป

= The End =

ถ้าอ่านเรื่องนี้แล้ว อาจจะมีคนสงสัยว่าตกลงคุณป้าคนนั้นเป็นอะไรกันแน่?? เราเองก็สงสัยเหมือนกัน เรื่องของการแพทย์เป็นอะไรที่เข้าใจได้ยากค่ะ แต่จุดที่เขาต้องการชี้ให้เห็นไม่ใช่เรื่องนั้น...

ที่เรานำมาลงวันนี้เพราะต้องการให้ทุกคนคิดและมองในมุมมองของคนเป็นแพทย์บ้าง อย่าได้เอาแต่คิดจะฟ้องร้องหมอท่าเดียว อันนี้เราไม่ได้จะขัดนะคะว่าไม่ให้ฟ้องหมอ เพราะหมอบางคนก็ผิดจริงๆ แต่บางคนเขาก็ไม่ได้ผิดนะคะ แล้วถ้าเราเอาแต่ฟ้องร้องหมออยู่แบบนี้ สักวันนึง เราอาจจะไม่มีหมอมารักษาเราอีก เพราะพวกเขาต่างก็มีความคิดแบบหมอเกรียงชัยคนนี้ คือ หันไปเป็นหมอที่รักษาอะไรทั่วๆไปแบบที่ไม่ต้องโดนฟ้องร้องจะดีกว่า แล้วสุดท้าย ใครจะมาเป็นคนรักษาให้เราคะ???


สุดท้าย...ขอแถมอะไรอีกนิดนึงนะคะ
เป็นเรื่องที่คุณป้าคนนึงกำลังคุยกับคุณป้าอีกคน พอดีเราไปได้ยินเข้าน่ะค่ะ

เขากำลังพูดเรื่องตอนที่ตนไปหาหมอ แล้วหมอก็แนะนำให้ไปตรวจด้วยเครื่องอย่างนึง ซึ่งจะต้องจ่ายเงินค่าตรวจน่ะค่ะ แล้วคุณป้าก็ไม่อยากไปตรวจด้วยเครื่องนั้น เพราะมันต้องจ่ายเงินเพิ่ม จึงอยากให้หมอตรวจด้วยการจับเคาะหาเอาเอง แต่หมอก็บอกแล้วว่าร่างกายของคุณป้าตรวจแบบนั้นได้ยาก อาจผิดพลาดได้ แล้วคุณป้าคนนั้นก็เลยพูดๆประมาณว่า ที่หมออยากให้ตรวจเครื่องเพราะตัวหมอจะได้ค่าคอมมิชชั่น(หรืออะไรสักอย่างนี่แหล่ะค่ะ) คือเรื่องนี้เราก็ไม่ทราบว่ามันเป็นยังไง(ซึ่งเราก็แน่ใจว่าตัวคุณป้าเองก็ไม่ทราบดีหรอกค่ะ เพราะว่าเขาก็ไม่ได้อยู่ในวงการนี้) แต่ประโยคนึงที่สะดุดใจเรามากเลยก็คือ คุณป้าพูดประมาณว่า
"ทำไมเมื่อก่อนตอนไม่มีเครื่องนี้ยังตรวจได้ล่ะ ทำไมจะต้องใช้เครื่องนี้ด้วย?"
เราอยากจะตอบคำถามนี้ด้วยคำถามแค่ข้อเดียว..
ชีวิตของคนเมื่อก่อนกับเดี๋ยวนี้ใครมีชีวิตยืนยาวกว่ากันคะ??
แน่นอนว่าต้องเป็นสมัยปัจจุบัน เมื่อก่อนแค่คลอดลูกก็ตายกันเยอะแยะ แต่เดี๋ยวนี้เพราะมีวิทยาการก้าวหน้าจึงได้รอดกันเยอะ เรื่องนี้ก็เหมือนกันนั่นล่ะค่ะ เมื่อก่อนไม่มีเครื่อง จึงตรวจผิดพลาดได้มาก เขาจึงได้ค้นหาวิธีตรวจที่แม่นยำเพื่อจะได้ไม่ผิดพลาดขึ้น แล้วก็เลยเกิดเครื่องนี้ขึ้นมา แต่ถ้าคุณป้าจะยอมเสี่ยงตรวจแบบทั่วไป ก็ไม่ต้องใช้เครื่องก็ได้ค่ะ แต่ต้องยอมรับด้วยนะคะ ว่าถ้าผิดพลาดแล้วจะไม่ฟ้องร้องหมอ
(แต่สุดท้ายเราก็ไม่ได้พูดกับคุณป้าไปหรอกค่ะ ฮะๆ ก็เราเป็นใครกันล่ะคะ หมอก็ไม่ใช่ เกิดพูดไปก็โดนคุณป้าแกด่ากลับสิคะ ^^" )

ปล.ถ้าเราพูดอะไรที่ทำให้ใครไม่พอใจ หรือไปกระทบความรู้สึกใคร ก็ขอโทษล่วงหน้าด้วยนะคะ >.<

edit @ 24 Apr 2010 18:35:50 by ma-ki